นักเตะแมนยูชุดนี้ พวกเมิงเล่นอะไรก๊าน

นักเตะแมนยู
พึ่งดูสารคดี David Beckham ใน Netflix จบไป แล้วพอหันกลับมาดู 3 เกมล่าสุดของแมนยูชุดนี้ บอกได้เลยว่า

ละเหี่ยใจ

ออกตัวตรงนี้เลยว่าไม่ใช่แฟนปีศาจแดง แต่ผมดูจากดาวอังคารก็เห็นว่าพวกคุณเมิงไม่มีความกระหายชัยชนะอะไรเลย โดนยิงนำนิดนำหน่อยก็เดินเอ้อระเหยกันในสนามแล้ว ยังไม่พอ ทีมเวิร์คนี่ไม่ต้องพูดถึง เพราะนักเตะต่างคนต่างเล่น

แรชฟอร์ดแม่งก็จะเลี้ยงอย่างเดียว เพื่อนมีก็ไม่จ่าย

แอนโทนี่เอะอะก็จะหมุนอย่างเดียว ไม่ใช่เครื่องซักผ้านะเห้ย

ดาโลต์นี่ยิ่งร้าย เกมเจอนิวคาสเซิลพอมิเกล อัลมิรอน เค้าวิ่งทำทางมาแทนที่จะเข้าไปสกัด นี่เล่นวิ่งเหยาะๆ อย่างกับอยู่สวนลุม ปล่อยให้แม่งเข้าไปยิงแบบ ง่ายๆ งงๆ



คือ ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นความผิดของใคร โค้ชหรอที่วางแทคติคไม่ดีพอ(แต่เปลี่ยนโค้ชไป 4-5 คนละนะ) นักเตะที่ไม่เก่งหรอ ผมว่าก็ไม่น่าใช่ หรือบอร์ดบริหารที่เห็นแมนยูเป็นแค่ธุรกิจ อันนี้ผมก็ไม่ชัวร์

แต่พอเห็นแมนยูชุดนี้เล่นแล้วย้อนไปดู Footage ของแมนยู ชุดทริปเปิ้ลแชมป์ปี 1999 ในสารคดีของ David Beckham เปรียบเทียบ ต้องบอกว่ามันคนละเรื่องกันเลย


ถ้าใครไม่ใช่คอบอล ผมเล่าให้ฟังคร่าวๆ ก็ได้ คือแมนยูตอนปี 1999 เข้าชิงแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีค ถ้วยที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

ตอนนาทีที่ 90 แมนยูโดน บาเยิร์น มิวนิค นำ 1-0 ผู้ตัดสินชูป้ายทดเวลาขึ้นมา 3 นาที

คือถ้าคุณเป็นแฟนแมนยูที่ดูอยู่ทางบ้านแล้วเกิดถอดใจ ลุกเดินไปต้มมาม่า ฉีกผง เทน้ำร้อนใส่ถ้วย จากนั้นถือมาม่าเดินกลับมาหน้าทีวี คุณจะต้องอุทานว่าเชี่ย

เพราะแมนยูใช้เวลา 3 นาทีสุดท้าย ขึ้นนำ 2-1 แล้วก็ได้แชมป์ปีนั้นไปครองแบบปาฏิหารย์ ด้วยเวลาที่ไวกว่าการรอให้เส้นมาม่าคลายตัว

ถ้าถามผมว่า DNA ของการไม่ยอมแพ้จนถึงวินาทีสุดท้ายมาจากไหน คงต้องบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปลูกฝังจากยอดบรมกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

แต่แค่ตัวกุนซืออยากชนะอย่างเดียวมันก็ไม่ได้ ตัวนักเตะเองก็ต้องซึมซับความอยากเอาชนะ ในชนิดที่ว่าความพ่ายแพ้คือความผิดบาปร้ายแรง อะไรทำนองนั้น

อีกจุดสังเกตหนึ่งที่นักเตะภายใต้การดูแลของเซอร์อเล็กซ์ มีก็คือความรักในสโมสร เลยทำให้พวกเขาเหล่านั้นทุ่มเททำงานแบบถวายชีวิตให้ได้

และแน่นอนว่านักเตะทุกคนเวลาทำดี ก็ได้รับผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ในขณะที่ถ้าใครทำตัวเหลวแหลก ไม่มีกระจิตกระใจจะเล่น ก็เตรียมออกจากทีมไปได้เลย(คิดดูเอาว่า Beckham ในช่วงฟอร์มพีคๆ แต่พอไปติดวงการบันเทิงมากไป ยังโดนอัปเปหิออกจากทีมเลย คิดดู)

ไอ้วัฒนธรรมองค์กรที่กระหายชัยชนะตลอดช่วงเวลาที่เซอร์อเล็กซ์คุมทีมนี่แหละ ที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครอบครองความยิ่งใหญ่เกือบ 30 ปี

ทีนี้หลายคนคงถามแล้วว่าผมเขียนเรื่องนี้มาทำไม ? คืองี้ครับ เมื่ออาทิตย์ก่อนผมคุยกับเพื่อนสนิทของผมเรื่องวัฒนธรรมองค์กรนั้นมันเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดความของบริษัทเลย

ในฐานะผู้ถือหุ้น เราคงอยากเห็นบริษัทที่คนในที่ทำงานมีความหิวกระหายที่จะคว้าชัยชนะ ทุ่มเททำงานเพื่อไปถึงเป้าหมายแบบถวายชีวิตด้วยปรัชญาแบบจีน 6969 อะไรเทือกนั้น มากกว่าบริษัทที่พนักงานมาตอกบัตร 9 โมง กลับบ้าน 5 โมงอยู่แล้วจริงไหมครับ

ที่สำคัญคือพนักงานที่ทำงานหนัก ก็ควรจะได้รับรางวัลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อเป็นการตอบแทน

มาถึงตรงนี้ ถ้าคุณยังคิดว่าวัฒนธรรมองค์กรนั้นไม่สำคัญ ไม่จำเป็นในการวิเคราะห์หุ้น

ผมอยากให้คุณดูแมนยูชุดนี้ไว้