อีกเรื่องที่ลืมเล่า จากกิจกรรมดื่มกระชับสัมพันธ์

เรื่องที่ลืมเล่า
ตอนก่อนหน้าที่ผมพูดถึงข้อคิดจากการดื่มเครื่องดื่มสร้างมิตรภาพ 

ผมดันลืมเล่าถึงหัวข้อบทสนทนานึงที่สำคัญ และชวนให้ผมต้องกลับมาคิดทบทวนชีวิตตัวเองเลยอีกที ซึ่งหัวข้อที่ว่านั่นคือ “ควรฝึกใช้ชีวิตให้เหมือนการวิ่งมาราธอน”

การได้พบป่ะเพื่อนฝูงมากมาย บางคนเจอกันครั้งสุดท้ายตอน ม.ปลาย มันทำให้ผมเห็นว่า ชีวิตตอนนี้เป็นผลการกระทำจากอดีต

โอเค อดีตในที่นี้ไม่ใช่หมายถึงกรรมเก่าชาติที่แล้วของแม่พุดตาน อะไรแบบนั้นนะครับ แต่หมายถึงอดีตที่เราวางรากฐานไว้ก่อนหน้านั้น อาจจะเป็น 5 ปีหรือ 10 ปีที่ผ่านมา

เรื่องสำคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ จุดที่ผมสังเกตเห็นกับตาโดยที่ไม่ต้องรอให้ Simon Sinek มาบอกเลยก็คือเพื่อนวัยเด็กที่ตั้งเป้าหมายแบบระยะยาว ส่วนใหญ่มีชีวิตในปัจจุบันที่ดีมาก

และต้องบอกแบบนี้เลยว่าความสำเร็จของเพื่อนในวัยเด็กของผมแต่ละคน มันมาจากการตระเตรียมการมาอย่างยอดเยี่ยม

เข้าใจครับว่าการตั้งเป้าหมายระยะยาว ใครๆ ก็ทำได้ ลุงตู่ยังตั้งเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติไว้ล่วงหน้า 20 ปีได้เลย 

แต่จุดตัดที่แยกระหว่างคนที่เดินตาม Roadmap ได้สำเร็จกับคนที่ไม่ คือการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ

ถ้าเราเจาะลึกลงไปในรายละเอียดต่อก็จะพบว่า การที่ใครสักคนสามารถทำอะไรซ้ำๆ ได้โดยไม่หยุด ไม่ยั้ง ไม่ท้อ ไม่เลิกไปก่อน คนพวกนั้นคือคนที่ “เตรียมใจ” จะเดินทางไกลมาตั้งแต่ต้น

แล้วทำไมต้องใช้ชีวิตแบบมาราธอนด้วย รีบๆ Sprint 100 เมตรให้เข้าเส้นชัยจะได้รีบจบๆ ไม่ได้หรอ ? 

แทนที่จะตอบคำถามนี้ ผมขออนุญาติพูดถึงข้อเสียของการ “ไม่เลือกมาราธอน” ดีกว่า เพราะผมเป็นคนที่เชื่อสุดใจว่าถ้าเรารับข้อเสียที่เฮงซวยที่สุดได้ แปลว่าเรารับข้อดีที่เหลือได้แน่

ข้อเสียของการไม่ใช้ชีวิตแบบวิ่งมาราธอนคือ คุณจะไม่สามารถยืนระยะในสิ่งที่คุณกำลังทำได้นานครับ

ไอ้การยืนระยะนี่มันสำคัญมากโดยเฉพาะคนที่ทำงานแบบ White Collar ที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษของตัวเองในการแลกเงิน ลองนึกภาพดูก็ได้ว่าถ้าคุณเป็น Software Developer ที่หมุนตามโลกไม่ทัน หรือคุณหมอที่คิดว่าชีวิตนี้เรียนจบแล้ว ไม่ขนขวายเพิ่มแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ?

นี่ขนาดอาชีพ White Collar ธรรมดา ยังไม่นับรวมอาชีพที่ต้องรีดทักษะให้ยืนระยะเหนือกว่าค่าเฉลี่ยอย่าง นักลงทุน เทรดเดอร์ นักกีฬา นักดนตรี หรือศิลปินนะครับ

Jose Mourinho ถึงขนาดเคยพูดไว้ว่า มันมีช่องว่างของความแตกต่างมากมายระหว่างผู้เล่นฟุตบอลระดับท็อปกับผู้เล่นที่อยู่ช่วงที่ท็อปฟอร์ม

ใช่ครับ การ Sprint อาจทำให้คุณท็อปฟอร์ม อยู่ในร่างทอง แต่มันก็แค่เดี๋ยวเดียว กลับกัน การพยายามยืนระยะทำอะไรสักอย่างสม่ำเสมอต่างหากที่จะทำให้คุณเป็น Top Player 

และเหมือนที่คุณรู้ ถ้าหากว่าคุณยืนระยะไม่ได้ก็คือคุณจะถูกเตะออกจากเกมไปแบบไม่เต็มใจนั่นแหละครับ

เอาหล่ะ ถ้าคุณอยากเข้าร่วมการวิ่งทางไกลแล้ว ก็ขออนุญาติกลับมาที่การฝึกใช้ชีวิตแบบวิ่งมาราธอนกันต่อ

แน่นอนว่าสำหรับการเดินทางไกลนั้น มันไม่ได้ราบเรียบโรยด้วยกลีบจำปีแน่นอน

แล้วเราต้องเตรียมอะไรไปบ้าง ผมว่ามันมีสามอย่าง อย่างแรกผมว่าคือ Passion อันแรงกล้าครับ

Passion เป็นเหมือนน้ำที่ช่วยชโลมใจในระหว่างเดินทาง  เพราะมันจะทำให้คุณมีความสุขในขณะที่คุณกำลังเดินทางตามหาเป้าหมาย เพราะต้องบอกแบบนี้เลยว่าในช่วงแรกของการเดินทาง ผลลัพธ์ที่ดีหรอ หึ! อย่าคาดหวังเลยครับ เราไม่มีทางรู้เลยว่าความสำเร็จจะมาตอนไหนด้วยซ้ำ

ส่วนผสมถัดมาคือเรื่องของวินัยและการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผมคิดว่าคนที่น่าจะอธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุดในยุคนี้น่าจะเป็น James Clear คนเขียน Atomic Habits 

และอย่างสุดท้ายคือเป้าหมายที่ควรค่าแก่การไปถึง เป้าหมายที่ควรค่าเหมือน GPS นำทาง มันคงจะบ้าบอชอบกลถ้าคุณตั้งเป้าว่าอยากไปเชียงใหม่ แต่วิ่งมาราธอนลงไปสงขลา

แต่ต้องบอกแบบนี้ว่าการตั้งเป้าหมายเป็นเรื่องปัจเจก คุณจะตั้งเป้าหมายระยะยาวยังไงก็ได้ ขอแค่มันสอดคล้องกับชุดความเชื่อ ค่านิยมของคุณ และไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็พอ

ผมคิดว่า 3 อย่างนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับใครที่จะเริ่มออกเดินทาง ต้องเตรียมเอาไว้ เอาหล่ะ ตอนนี้ผมเริ่มพูดมากไปแล้ว เอาเป็นว่าขอเชื้อเชิญให้ทุกคนตั้งเป้าหมายที่อยากไป แล้วมาวิ่งมาราธอนไปด้วยกันนะครับ

ปล.สำหรับการเลือกหุ้น ผมก็ชอบหุ้นที่ผู้บริหารมองภาพของกิจการระยะยาวมากกว่าการปั้นแต่งกำไรราย Quarter ให้สวยสดเพื่อเอาใจนักลงทุนเหมือนกัน เพราะผู้บริหารที่กล้ามองภาพระยะยาวจะทำอะไรที่นักลงทุนซึ่งมองภาพระยะสั้นจะต้องรู้สึก “ขัดใจแม่”

แต่เพราะความกล้าที่จะทำอะไรแบบนั้นแหละทำให้ถ้าเราเลือกถูกตัว เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวหุ้นพวกนี้แหละที่จะวิ่งเป็นจรวด และแน่นอนว่าในช่วงที่เค้ากำลังโต ตลาดจะยังมองไม่ออก ดังนั้นการโดนแช่เพราะซื้อหุ้นแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก